Login
DnnForge - NewsArticles

Thai Food Industry : Boosting Competitiveness

     เมื่อกล่าวถึงความตกลงการค้าเสรีหรือ FTA สิ่งแรกที่ทุกคนมักจะนึกถึงก็คือ การลดอัตราภาษีศุลกากร แต่ตามข้อเท็จจริงแล้ว FTA กินขอบเขตการเจรจากว้างขวาง ครอบคลุมประเด็นอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ การค้าบริการ การลงทุน เป็นต้น แต่คงไม่มีผู้ใดปฏิเสธว่าในการเริ่มต้นการเจรจา การลดอัตราภาษีศุลกากร เพื่อเปิดตลาดการค้าสินค้าเป็นเรื่องสำคัญ และส่งผลกระทบอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อภาคการผลิตทั้งภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดให้การจัดทำเขตการค้าเสรีเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกของการค้าระหว่างประเทศ เพื่อสร้างพันธมิตรทางการค้า เพิ่มโอกาสในการขยายการค้าและการลงทุน รวมทั้งให้ประเทศคู่เจรจาเป็นประตูการค้าเข้าสู่ประเทศต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียง และขยายการส่งออกไปสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ

     เมื่อดูในรายละเอียด พันธกรณีการลดอัตราภาษีศุลกากรของไทยภายใต้กรอบ FTA ต่างๆ ถึงแม้ว่าทุก FTA จะต้องมีการลดอัตราภาษีศุลกากรลงก็ตาม และแนวทางการเจรจาของไทยเองก็ให้ลดอัตราภาษีทุกรายการเป็น 0% แต่ว่าในการเจรจา FTA กับประเทศคู่เจรจา ต่างฝ่ายต่างก็มีพื้นฐานและแนวคิดที่แตกต่างกันมาก จนทำให้ผลที่ออกมาแตกต่างกัน จึงไม่จำเป็นเสมอไปว่าจะต้องเป็น 0% ในที่สุด ดังนั้นสาระสำคัญในแต่ละ FTA ที่ประเทศไทยทำกับประเทศหรือกลุ่มประเทศคู่ค้าที่สำคัญ และมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมอาหาร พอสรุปได้ดังนี

 เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) อัตราภาษีศุลกากรเป็น 0% เกือบหมดในปี 2553 สินค้าในบัญชีลดภาษี (Inclusion List) ซึ่งในกรณีของไทย คือ สินค้าเกือบทั้งหมดจะต้องลดภาษีลงเป็น 0% ในปี 2553 ยกเว้นสินค้าอ่อนไหว (Sensitive List) จำนวน 7 รายการเท่านั้นที่อัตราภาษีสุดท้ายเป็น 0-5% ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วอัตราภาษีสุดท้ายคงเป็น 5% นั่นเอง

 เขตการค้าเสรีไทย-จีน ได้ลงนามและมีผลบังคับใช้ไปเมื่อเดือนตุลาคม 2546 มีผลเฉพาะกลุ่มผักและผลไม้จำนวน 188 รายการ ซึ่งอัตราภาษีเป็น 0% ไปแล้ว ข้อตกลงนี้เป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลงระดับภูมิภาคอาเซียน-จีน ล่าสุดเมื่อปลายปีที่ผ่านมามีรายงานว่าภายใต้ข้อตกลงทางการค้าซึ่งครอบคลุมในกลุ่มผักผลไม้ (พิกัด 07-08) ทำให้การค้าระหว่างไทย-จีน ขยายตัวถึง 32% สินค้าในกลุ่มอาหารที่ส่งออกไปจีนที่มีความเติบโตขึ้นมาก หลักๆ คือ ผลิตภัณฑ์จากฟาร์ม ผลไม้สด กุ้งและปลาแช่แข็ง เป็นต้น

 เขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) และไทย-นิวซีแลนด์ 0% ทั้งหมด ภายในปี 2568 อันนี้เป็นแผนลดภาษีชัดเจนที่สุด และตกลงลงนามมีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อต้นปี 2548 และภายในปี 2553 สินค้าส่วนใหญ่ราวร้อยละ 90 จะมีอัตราภาษีเป็น 0% และส่วนที่เหลืออีก 10% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูงสุด ผลจากข้อตกลงนี้ครอบคลุมสินค้ายุทธศาสตร์หลายประเภท แต่สำหรับในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแล้ว อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยค่อนข้างเสียเปรียบพอสมควรไม่ว่าจะเป็น เนื้อสัตว์ พืชผลการเกษตร อาหารแปรรูป และที่สำคัญคือนมและผลิตภัณฑ์จากนม โดยเฉพาะนมผงขาดมันเนย (จัดเป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหว) ซึ่งขณะนี้การนำเข้ามีการขยายตัวมากจะเป็นสินค้าสุดท้ายที่จะมีอัตราภาษีเป็น 0% ภายในปี 2568 สำหรับสินค้าอาหารของไทยที่มีแนวโน้มดีขึ้นคืออาหารทะเลกระป๋องและสำเร็จรูป

 เขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐฯ อยู่ในช่วงสุญญากาศเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อปลายปีที่ผ่านมา การจัดทำ FTA กับสหรัฐฯ ครอบคลุมสินค้าทั้งหมด แนวโน้มน่าจะเป็น 0% เกือบหรือทั้งหมด กลุ่มที่สำคัญคือ กลุ่มอาหารแปรรูปคาดว่าจะอยู่ในกลุ่มที่เป็น 0% ทันที ผักและผลไม้แปรรูปเป็น 0% ภายใน 5 ปี ข้าว ผัก ผลไม้แปรรูปบางรายการและน้ำตาลจะเป็น 0% ภายใน 10 ปี อย่างไรก็ตามจากกรณี FTA สหรัฐ-ออสเตรเลีย ออสเตรเลียซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายรายใหญ่ของโลก ได้ถูกสหรัฐฯ นำน้ำตาลทรายออกจากการเจรจา ดังนั้นกับไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายสำคัญนั้นเป็นที่คาดเดาว่าสหรัฐฯ น่าจะนำน้ำตาลออกจากการเจรจาเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ไทยก็น่าจะมีสินค้าที่นำออกจากการเจรจาบ้างได้

  เขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น ประเทศไทยได้เกิดเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเสียก่อนที่จะได้ลงนามในข้อตกลง แนวโน้มในร่างข้อตกลงอาจจะไม่เป็น 0% ทั้งหมด ซึ่งทางฝ่ายญี่ปุ่นมีท่าทีชัดเจนในเรื่องนี้ นอกเหนือจากสินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าว เนื้อไก่ น้ำตาล และมันสำปะหลังแล้ว ยังมีสินค้าอื่นอีกจำนวนมากทั้งเกษตรและอุตสาหกรรมที่ญี่ปุ่นจะไม่ลดอัตราภาษีเป็น 0% อย่างไรก็ตามทางสถาบันพัฒนาเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ทำการศึกษาผลกระทบ FTA ไทย-ญี่ปุ่น ได้แถลงผลการศึกษาว่า โดยรวมไม่มีผลเสียต่อเศรษฐกิจไทย

  เขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย , ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) และ BIMST-EC (บังคลาเทศ อินเดีย พม่า ศรีลังกา ไทย ภูฐานและเนปาล) อัตราภาษีไม่น่าจะ 0% ทั้งหมดเพราะความไม่พร้อมของคู่เจรจา เช่น อินเดีย ซึ่งเป็นประเทศสำคัญใน BIMST-EC ด้วย ได้แสดงความไม่พร้อมที่จะลดอัตราภาษีสินค้าทุกรายการเป็น 0% อย่างชัดเจนแล้ว ส่วนประเทศในกลุ่ม EFTA มีการปกป้องสินค้าเกษตรสูงมาก ดังนั้น เป็นที่คาดการณ์ได้ว่ามีสินค้าจำนวนหลายรายการที่คู่เจรจาของไทยคงไม่ลดอัตราภาษีเป็น 0%

กลยุทธ์การแข่งขัน

     อุตสาหกรรมอาหารเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศที่รัฐบาลจัดวางตำแหน่งให้อยู่ในระดับ global industry เนื่องจากการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปเป็นกลไกหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เป็นอุตสาหกรรมที่มีขีดความสามารถในการปรับตัวตอบสนองต่อความต้องการในระดับโลกได้ดี มีความสอดคล้องกับแนวคิดด้านการค้าเสรีในการช่วยลดอุปสรรคในการแข่งขันของตลาดโลก การผลิตสินค้านอกจากจะต้องสร้างสรรค์ ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด โดยกระบวนการผลิตต้องใช้ฐานความรู้สูงมากขึ้น ต้องค้นหาจุดเด่นในแง่การแข่งขัน พัฒนาผลิตภัณฑ์ และการบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องสร้างยุทธศาสตร์การแข่งขันโดยภาพรวมมุ่งเน้นในการเพิ่มมูลค่าและศักยภาพในการแข่งขัน อีกทั้งในบางประเภทสินค้าควรจะเน้นการสร้าง Brand
     การเปิดเขตการค้าเสรีในปัจจุบันอาจจะเป็นได้ทั้งโอกาสและวิกฤต ทั้งนี้ในส่วนของโอกาสนั้นจะเป็นการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศให้มีปริมาณมากขึ้นแก่ประเทศที่ส่งออกสินค้า และในขณะเดียวกันผู้บริโภคก็จะได้บริโภคสินค้าที่มีราคาลดต่ำลง ในส่วนของวิกฤต ประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วจะนำมาตรการที่มิใช่ภาษีศุลกากรมากีดกันทางการค้ามากขึ้น ซึ่งมาตรการดังกล่าวยังมิได้มีการกำหนดกฎระเบียบภายใต้ WTO ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศได้รับความเสียเปรียบในทางการค้า รวมทั้งเสียเปรียบในเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าประเทศคู่ค้า ดังนั้น จึงเป็นความสำคัญที่ภาครัฐและเอกชนจะต้องช่วยกันเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดโลกโดยการปรับปรุงรูปแบบองค์กรและวิธีการบริหารงาน

 
ที่มา : ดาวรักษ์ ดิษยนันทน์, Managing Editor, TTiM

Previous Page | Next Page

  Copyright © 2007 สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่